บริษัทมโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ได้จดทะเบียนตั้งเป็นนิติบุคคลโดยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยจดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร มีกลุ่มตระกูล “วังวิวัฒน์” นำโดยนายอภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ เป็นผู้นำการบริหาร โดยพัฒนาจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็ก มาเป็นโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารการเกษตรเพื่อส่งออก ขายต่างประเทศ เช่น ในประเทศในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เป็นต้น เป็นบริษัทฯ หนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบการเงิน การบัญชี การตลาด การบริหาร เป็นต้น นับเป็นความน่าภาคภูมิใจของธุรกิจของคนไทยคนหนึ่งที่จะเป็นบทเรียนนำมาวิเคราะห์ศึกษาความเป็นไปได้ดังจะกล่าวในธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป

          เป็นเวลากว่า 30 ปี ที่บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวเกรียบเช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปู ข้าวเกรียบปลา ข้าวเกรียบฟักทอง ข้าวเกรียบเผือก และขนมคบเคี้ยวชนิดต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ใช้ชื่อ “ในนามข้าวเกรียบสงขลา” เริ่มแรกผลิตในรูปอุตสาหกรรมในครัวเรือนโดยผลิตข้าวเกรียบที่มีคุณภาพ จากยอดจำหน่ายที่สูงขึ้น เป็นที่นิยมของผู้บริโภค จนมีผู้ลอกเลียนและใช้ชื่อข้าวเกรียบสงขลา ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทฯจึงเปลี่ยนชื่อมาใช้ชื่อ “มโนห์รา” โดยได้รับความอนุเคราะห์จากกองออกแบบ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
 
ในปี 2508 ตั้งโรงงานที่จังหวัดสงขลา
ในปี 2519 ขยายโรงงานแห่งที่สองมายังกรุงเทพมหานคร
ในปี 2539 ก่อตั้งโรงงานใหญ่ ณ นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ตั้งอยู่เลขที่ 1/90 นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ถนน พระราม 2 อำเภอ เมือง จังหวัดสมุทรสาคร
ในปี 2541 ได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award
ในปี 2542 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 65 ล้านบาท
ได้รับรางวัล Thailand Brand และ
Prime Minister’s Industry Award
ในปี 2543 ก่อตั้งบริษัท มโนห์รามาร์เก็ตติ้ง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท
ในปี 2544 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 120 ล้านบาท

          ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ขยายจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือนใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ขายเฉพาะในประเทศ มาเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย เข้าสู่ระบบการค้าระหว่างประเทศโดยยึดมาตรฐานแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้าเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการค้า เป็นต้น
คุณอภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด ได้เป็นผู้ริเริ่ม ก่อตั้งบริษัทฯแห่งใหม่ด้วยเงินลงทุน ประมาณ 200 ล้านบาท ตลอดเวลา 30 ปีเป็นต้นมา บริษัทฯมีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ทั้งในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการ ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อถือ และให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์มโนห์ราด้วยดีทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในต่างประเทศเป็นที่เชื่อถืออย่างดียิ่ง ทำให้บริษัทฯ มียอดส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย เป็นการเผยแพร่สินค้าไทย อาหารไทยให้ชาวโลกรู้จักดีขึ้น
บริษัทฯมีความรับผิดชอบเป็นอย่างสูง ที่จะผลิตแต่ผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพ ดังนั้นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต จึงเน้นเป็นพิเศษ ผ่านการตรวจคุณภาพอย่างละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอ มีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก มีการพัฒนาการผลิตตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น จึงได้พัฒนาเครื่องจักรในการผลิต ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงงานผลิตที่ทันสมัยและได้นำเครื่องจักรที่ทันสมัยมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เพื่อผลิตสินค้าสนองความต้องการของลูกค้าในแง่คุณภาพและปริมาณ

          บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตั้งแต่เริ่มต้นทำการผลิตจนถึงผลิตสำเร็จแล้วก่อนบรรจุหีบห่อหรือก่อนก่อนส่งมอบ เพื่อตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจของลูกค้า จะเห็นได้ว่าจากการเจริญเติบโตของบริษัทฯ ที่ผ่านมา ถึงแม้ผลิตภัณฑ์ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ มากนัก แต่ด้วยมาตรฐานคุณภาพและรสชาติที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ยอดขายของบริษัทฯได้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากการที่ประสบความสำเร็จจากยอดขายภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและเติบโตอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาหารประเภทขบเคี้ยวแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังได้มุ่งเน้นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศจนได้รับรางวัลการส่งออกดีเด่นจากกรมส่งเสริมการส่งออก เป็นเครื่องยืนยัน ซึ่งปริมาณการส่งออกปัจจุบันอยู่ที่ 25 % ของกำลังการผลิตทั้งหมดซึ่งในอนาคตบริษัท มีเป้าหมายการส่งออกเป็น 50 % (มูลค่าทางการตลาดประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ) สำหรับตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, ฮ่องกง, บังคลาเทศ, อังกฤษ, อินเดีย, อเมริกา เป็นต้น

          จากความพยายามและความมุ่งมั่นด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ของคุณอภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ที่จะนำบริษัทเข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล เพื่อลดการกีดกันทางการค้า และเพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในปี 2550 บริษัทฯยังได้เห็นความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคคลในองค์กรอย่างต่อเนื่อง พนักงานทุกคนของบริษัทฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 350 คน (ทั้งพนักงานที่บรรจุแล้วและพนักงานชั่วคราว) จะต้องมีโอกาสได้รับการฝึกอบรมจากหน่อยงานภายในเองและภายนอกองค์กรเพื่อที่จะ ได้นำความรู้ความสามารถ วิทยาการใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทถือว่าทรัพยากรบุคคลคือฟันเฟื่องที่สำคัญของโรงงานในการบริหารงานยุคปัจจุบัน